Thursday, September 17, 2009

พวกเขาตายจากการ “ไร้ซึ่งความหวัง”

ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ แปลและเรียบเรียงจาก They died from hopelessness โดย Voranai Vanijaka ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552, http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/22538/they-died-fromhopelessness

หมายเหตุ: ผู้แปลขออุทิศบทความแปลชิ้นนี้ให้กับอับดุล ซาลามและฮามาทูลา ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาสองคนที่เสียชีวิตในที่คุมขังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเดือนที่แล้ว และให้กับนโยบายทางด้านสิทธิมนุษยชนของพรรคประชาธิปัตย์ตามที่เสนอกับ กกต. เพื่อจดทะเบียนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ที่กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้รัฐ “มีความตระหนักในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ มาตรการพิเศษสำหรับผู้ด้อยโอกาส” ผู้แปลขอขอบคุณคุณ Voranai Vanijaka นักข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เจ้าของบทความมาอย่างสูง ณ ที่นี้ด้วย

สุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า “เวลาจะทำให้บาดแผลทุกอย่างหายได้” ไม่เพียงเช่นนี้เวลายังทำให้คนลืมและเดินต่อไป ดังเช่นกรณีนี้ที่เวลาทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและประชาชนไทยลืมเหตุการณ์ของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาไปได้ราวกับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

ก่อนกรณีสงกรานต์เลือด ก่อนการพยายามฆ่านายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือก่อนการโฟนอินของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงก่อนการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ที่ในขณะนี้ยังตกลงกันไม่ได้) ประเด็นโรฮิงยาเป็นประเด็นใหญ่ที่สั่นเครือรัฐบาลใหม่ของนายกฯ หนุ่มคนนี้

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาที่ว่านี้ได้นั่งเรือมาถึงทางตอนใต้ของประเทศไทย พร้อมกันกับข่าวที่ได้พาดหัวไปทั่วโลกที่มีการอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ของไทยซึ่งรวมไปถึงข่าวว่ามีการทรมานอย่างเป็นระบบและการส่งผู้ลี้ภัยกลับออกไปยังทะเลโดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่มโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เสียชีวิต นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นพร้อมกับสำนักข่าวตะวันตกโดยให้สัญญาว่าจะมีการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

สื่อต่าง ๆ ได้ส่งรูปและภาพวีดีโอคลิปที่อ้างว่าได้มีการทรมานผู้ลี้ภัยโดยเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมการตรวจสอบของรัฐบาลได้เห็นว่าหลักฐานเหล่านั้นไม่เพียงพอ และหลังจากนั้นทุกคนก็ลืมเรื่องของชาวโรฮิงยาไป

พวกเราทุกคนก็ดำเนินชีวิตอย่างปกติหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต้นปีนี้ จนกว่ารายงานข่าวกลางเดือนสิงหาคมที่พูดถึงการเสียชีวิตของผู้ลี้ภัย (หรือ “แรงงานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”) ชาวโรฮิงยาสองคนในที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดระนอง จากความเห็นขององค์กรสิทธิมนุษยชนนายอับดุล ซาลาม (อายุ 18 ปี) ได้เสียชีวิตมาแล้วสามเดือนหลังจากอ้วกออกมาเป็นเลือดหลายครั้ง ในเดือนที่แล้ว (กลางเดือนสิงหาคม) นายฮามาทูลา (อายุ 15 ปี) ได้เสียชีวิตโดยไม่มีสาเหตุใด ๆ แต่นายแพทย์ธงชัย กีรติหาตยางกูรณ์ หมอในจังหวัดระนองให้ความเห็นว่าเหตุผลของการเสียชีวิตคือการอักเสบหรือติดเชื้ออย่างรวดเร็วที่หัวใจ

มันนับเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าชายหนุ่มอายุ 18 และ 15 ปีจะเสียชีวิตจากหัวใจวายได้อย่างไร มันมีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกเขาเสียชีวิตจากการอดอาหารตามที่มีรายงานจากบางแหล่งข่าว แต่เหตุผลนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามเนื่องจากพวกเขาได้รับอาหารตลอดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาอดอาหารเองเพื่อฆ่าตัวตาย? แต่เขาจะทำอย่างนั้นไปทำไมละ?

แม้ว่าหัวใจวายหรือการขาดอาหารอาจจะเป็นเหตุผลที่พวกเขาเสียชีวิต แต่เหตุผลที่แท้จริงที่พวกเขาเสียชีวิต คือ การไร้ซึ่งความหวัง รายงานข่าวจากหมอประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้กล่าวว่าผู้ลี้ภัยทั้งสองคนได้รับอาหารและยารักษาโรค แม้ว่าการบริการที่เขาได้รับก็ไม่ใช่การบริการระดับห้าดาวแต่ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้

สิ่งที่ชาวโรฮิงยาสองคนขาด ตามแหล่งข่าวที่ว่านี้ คือ ความหวังและอนาคต

ทำไมพวกเขาถึงไร้ซึ่งความหวังละ?

นับจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาแปดเดือน (และกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน) ที่ผู้ลี้ภัยจำนวน 70 คนนี้ (ซึ่งแต่ละคนต้องจ่ายเงินค่าปรับ 2,000 บาทให้กับศาลจังหวัดระนองข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย) ต้องอัดกันอยู่อย่างยัดเยียดในห้องเดียวในอาคารสองชั้น พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรคดีร้ายแรงหรือนักโทษสงครามแต่เป็นเพียงชาวบ้านและชาวไร่จากประเทศโลกที่สามที่ได้ทนทุกข์ทรมานกับความยากจนและการถูกกดขี่ที่บ้านเกิด พวกเขามีความกล้าหาญที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อจะตามหาความหวังและโอกาสในชีวิต แต่กลับต้องถูกทรมาน (ตามการกล่าวอ้าง) โดยเจ้าหน้าที่ทหารและโยนเข้าห้องขัง พวกเขาเหล่านี้ได้นั่งอยู่เฉย ๆ เป็นระยะเวลาแปดเดือน (และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) โดยไม่รู้ว่าจะอนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

โลกนี้ได้ลืมพวกเขาไปแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในคุกเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ ไม่มีใครบอกเขาอะไรพวกเขาได้เลย แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้ถูกกระทำทารุณกรรมในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแต่พวกเขาได้ถูกกระทำทารุณและทอดทิ้งมาชั่วชีวิตและในระยะเวลาแปดเดือนที่ผ่านมาโดยเจ้าหน้าที่ไทยและรัฐบาลไทย

ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกทอดทิ้งและกระทำทารุณกรรมเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยไม่สนใจ ไม่มีเวลา หรือไม่มีความต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลไม่มีทิศทาง ไม่มีนโยบาย และไม่มีทางออก ชาวโรฮิงยาสองคนเสียชีวิตจากการนั่งเฉย ๆ เป็นระยะเวลาเจ็ดเดือน

จากการไร้ซึ่งความหวัง ไร้ซึ่งอนาคต พวกเขาสองคนนี้จึงถอนตัวเองออกมาจากความเป็นอยู่ หยุดการกินอาหารและหยุดซึ่งความสนใจอะไรทั้งสิ้น พวกเขาสูญเสียเป้าหมายที่จะมีชีวิตต่อไป ไม่ว่าการเสียชีวิตจะเกิดจากหัวใจวาย การอ้วกจนเสียชีวิต หรือเพียงแค่เสียชีวิตขณะนอนหลัก เหตุผลที่แท้จริงของการเสียชีวิตมีเหตุผลเดียวและเป็นเหตุผลเหมือนกัน คือ พวกเขาตายจากการไร้ซึ่งความหวัง ถ้าสถานการณ์จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร อับดุล ซาลามและฮามาทูลาก็จะเป็นเพียงสองคนแรกที่ต้องเสียชีวิตก่อน

ในขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยามากกว่า 10 คนได้ไม่สบายเนื่องจากความอ่อนเพลี้ยและการขาดอาหารจากการถูกคุมขังเป็นระยะเวลานาน ชาวโรฮิงยาที่เหลือได้ถูกย้ายมาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ

จากครั้งแรกที่ข่าวผู้ลี้ภัยโรฮิงยาที่ถูกนำเสนอกับสาธารณชนแปดเดือนที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงยาอย่างเดียว คือ การถูกย้ายจากที่คุมขังแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชน ประชาชนไทย และประชาคมโลกได้ก้าวเดินไปสู่เรื่องที่ “ใหญ่โต” กว่านี้ ซึ่งแน่นอนต้องรวมถึงความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงหรือปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลกระทบกับชีวิตเราโดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยโรฮิงยา 78 คนที่ถูกคุมขัง (ลบสอง) ยังไงก็ไม่มีผลกระทบกับชีวิตเราอยู่แล้ว

นายพิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่าทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยว่าชาวโรฮิงยาจะถูกคุมขังนานแค่ไหน การที่เราไม่รู้ว่าพวกเขาจะถูกคุมขังนานแค่ไหนละคือปัญหาหลัก พวกเขาจะต้องกัดฟันทนอีกนานแค่ไหนจนกว่าพวกเขาส่วนมากจะสูญเสียความหวัง นอนรอเฉย ๆ และเหี่ยวเฉาไป

สำหรับโลกภายนอก เวลาอาจจะเปลี่ยน เวลาอาจจะเยียวยาอะไรได้ เวลาอาจจะทำให้เราลืมและก้าวเดินไป แต่สำหรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาที่เสียชีวิตไปสองคน สำหรับพวกเขาไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย

ในระยะเวลาเจ็ดเดือนที่พวกเขาถูกคุมขังก่อนจะเสียชีวิต อับดุล ซาลามและฮามาทูลาได้นั่งอยู่ที่เดิม มองดูกำแพงที่เดิน นั่งเฉย ๆ ในที่แคบ ๆ โดยที่ไม่มีอะไรให้ทำนอกเหนือจากดูและรำลึกถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่ถูกคุมขังในคุกและที่รุมเร้าอยู่ในจิตใจ พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้นอย่างไร้ซึ่งความหวัง

ตีพิมพ์ในประชาไท, วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552, http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25827

Monday, August 24, 2009

รายงานพิเศษ : โรฮิงยาส์ คือใคร



รูปผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในบังกลาเทศ

ที่มาของภาพ http://www.zimphotography.com/editorial/publications/Yale.htm
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์มติชน ปีที่ 30 ฉบับที่ 10574 ได้ลงรายงานพิเศษ เรื่อง จับตา "ภัยความมั่นคงใหม่" "อาระกัน" "โรฮิงยา" ระวัง...เติมเชื้อไฟใต้ โดยทีมข่าวภูมิภาค ซึ่งข้อมูลหลายส่วนที่ปรากฏในบทความเป็นข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานการยืนยัน และมีความรุนแรงเกินความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับชาวโรฮินยาส์โดยตรง รวมไปถึงความเข้าใจผิดต่อชาวมุสลิมด้วย

โรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในรัฐอารากัน (Arakan) เป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐ และในอดีตได้รับการเหยียดหยามและเลือกปฎิบัติโดยรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ในสมัยที่พม่ายังตกเป็นอาณานิคม ในหลาย ๆ กรณี ชาวโรฮิงยาส์จะได้รับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากโดยรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่

ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 (Burma Citizenship Law) ชาวโรฮิงยาส์ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหารถ้าจะออกจากพื้นที่ และต้องจ่ายเงินถ้าจะออกจากพื้นที่ ทำให้ชาวโรฮิงยาส์มีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมากเนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายอย่างต่อเนื่องได้ (จากรายงาน สถานการณ์ในพม่า มกราคม-ธันวาคม 2004 ขององค์การนิรโทษกรรมสากล)

ชาวโรฮิงยาส์ยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ห้ามไม่ให้แต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า และ นับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสถานการณ์ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายที่สุดในพม่า ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงยาส์ต้องหนีภัยจากพม่าเป็นจำนวนมาก หากพิจารณา ณ จุดนี้แล้วก็จะพบว่า ชาวโรฮิงยาส์เหล่านี้จึงมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งโดยหลักปฏิบัติของนานาชาติแล้ว ผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยความตาย จะต้องไม่ถูกส่งกลับเพื่อไปเผชิญหน้ากับภาวะความเสี่ยงต่อชีวิต และจะต้องได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองจากประเทศที่เข้าไปลี้ภัยด้วยหลักมนุษยธรรมในฐานะมนุษยชนคนหนึ่ง

ชาวโรฮิงยาส์ มีความแตกต่างกับประชาชนในรัฐอารากัน (คือเชื้อชาติยะไข่) ทั้งในด้านเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ภาษาที่พูด คือ ภาษาที่คล้ายกับภาษาที่พูดกันในบังกลาเทศ คือ ภาษาเบงกาลี

รัฐบาลทหารพม่ามีมุมมองว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์เข้ามาอยู่ในพม่าไม่นาน แต่จริง ๆ แล้วเข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่เจ็ด ทำให้รัฐบาลทหารมีอคติเป็นพิเศษว่าไม่ได้เป็นประชาชนชาวพม่า รวมถึงความแตกต่างในศาสนาและภาษา แต่วิถีชีวิต อีกทั้งด้วยประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางด้านเขตแดนระหว่างบังกลาเทศกับพม่าเลยทำให้ชาวโรฮิงยาส์ถูกมองว่าเป็นอื่นมากกว่าเดิม

ปัจจุบันในรัฐอารากันมีประชาชนทั้งหมดประมาณสามล้านคน และประชากรระหว่างเจ็ดแสนถึง 1 ล้านกว่าเป็นชาวโรฮิงยาส์ ในปี 1992 กระทรวงต่างประเทศของ SPDC ได้ออกแถลงการณ์ไม่รวมชาวโรฮิงยาส์ไว้ใน 135 เชื้อชาติในพม่า และจะไม่ให้การช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น

และในปี 1978 รัฐบาลทหารพม่ามีนโยบาย "สร้างชาติพม่า" ที่เพื่อที่จะ "กำจัดชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย" ทำให้ชาวโรฮิงยาส์ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ชาวโรฮิงยาส์อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปีแล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งเข้ามา หลาย ๆ ส่วนมีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าในปี ค.ศ. 1988 แต่ด้วยวิถีชีวิตที่นับถือศาสนามุสลิมทำให้มีข้อจำกัด

ปัจจุบันมีชาวโรฮิงยาส์ที่หลบภัยออกมาจากรัฐอารากันจำนวนมาก ตั้งแต่ในบังกลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย และเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนในประเทศไทย แต่สถานการณ์ในประเทศไทยนับว่าค่อนข้างจะเลวร้ายเช่นเดียวกัน เนื่องจากกลุ่มชนกลุ่มน้อย 14 กลุ่มที่รัฐบาลไทยกำลังตรวจสถานภาพทางกฎหมาย ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ในกลุ่มนี้มีประชาชนชาวพม่าอยู่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไทยยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์น้อยเลยไม่ได้รับสิทธิใด ๆ เลย

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การที่ชาวโรฮินยาส์เข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ก็เนื่องด้วยต้องการหนีความยากลำบากที่เกิดจากการถูกกดขี่โดยรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ซึ่งการเข้ามาของชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทยก็ไม่แตกต่างชนชาติอื่นๆ ในพม่าตอนนี้ ร่วมถึงการเดินทางเข้ามาในอดีตของชาวอินเดีย ชาวจีน ชาวเวียดนาม บ้างก็หนีภัยสงคราม บ้างก็หนีการกดขี่ข่มเหง บ้างก็หนีความอดยาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากปัจจุบันของคนไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศหลายหมื่นคน ก็ต้องการหนีความยากลำบากเช่นเดียวกัน การเขียนบทความชิ้นนี้ก็ด้วยความหวังว่าประชาชนไทยจะต้อนรับผู้ที่เดือดร้อนจากความทุกข์ยาก ให้สามารถมีชีวิตที่ปกติสุขในประเทศไทยได้ ไม่ใช่จะต้อนรับแต่เพียงนายทุนกับนักท่องเที่ยวรวยๆ เพียงอย่างเดียว เพราะในร่างกายของเราทุกคนที่เป็นเชื้อชาติไทย แต่ในความเป็นจริงกลับมีเชื้อชาติต่างๆอยู่ในร่างกายหลายเชื้อชาติ การเข้ามาในประเทศไทยของคนชื้อชาติต่างๆมีมานานแล้ว มิหนำซ้ำคนเหล่านี้ก็ได้มาสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันด้วย

การที่รายงานพิเศษของหนังสือพิมพ์มติชนพยายามที่จะเชื่อมโยงชาวโรฮิงยาส์ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายเข้ากับขบวนการที่ผิดกฎหมายและปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเท่าที่เรารับรู้กันแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาให้ประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานสุจริต เช่น ทำงานบ้าน ทำงานในโรงงาน ทำงานในภาคอุตสาหกรรมประมง ทำงานก่อสร้าง ทำงานในร้านอาหาร เป็นต้นและด้วยเหตุผลที่แรงงานเหล่านี้มีสถานะที่ผิดกฎหมาย จึงเป็นช่องทางให้เกิดการโดนกดขี่จากนายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐบางคนอีกด้วย

เมื่อพูดถึงการทำงานที่ผิดกฎหมายในหมู่บุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก็อาจจะมีบ้างเช่นเดียวกับสังคมทุกสังคม และก็เช่นเดียวกับสังคมไทยด้วย แต่เราจะต้องไม่เหมารวมทั้งหมด เพราะมันเป็นเรื่องของบุคคลไม่ใช่เชื้อชาติ เช่นเดียวกันในรายงานของมติชน พยายามที่จะเชื่อมโยงชาวโรฮิงยาส์เข้ากับความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการมองด้วยทัศนคติ "มุสลิมเท่ากับการก่อการร้าย" ซึ่งการมองเช่นนี้เป็นการมองที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในภาคใต้แล้ว ยังเป็นการมองที่ช่วยสนับสนุนการเกลียดชังกันทางเชื้อชาติเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคนมุสลิมถูกกดขี่จริงในภาคใต้และการถูกกดขี่ก็เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐไทย แต่การต่อสู้เพื่อต้องการปลดปล่อยจากการกดขี่นั้นมีหลายแนวคิด เหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ก็เป็นเพียงแนวคิดหนึ่ง และใช่ว่าคนมุสลิมทุกคนจะเห็นด้วยกับวิธีการการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ แต่การที่คนมุสลิมจะเห็นใจกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่ใช้ข้ออ้างนี้ในการผลักดันชาวโรฮิงยาส์ไปเผชิญหน้ากับความตายในประเทศพม่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

บทความนี้เขียนกับ จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ, พิมพ์ในประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์, วันที่ 3 มีนาคม 2007, http://www.prachatai.com/journal/2007/03/11803

'พระนเรศวรมหาราช' เมื่อไหร่ 'ประวัติศาสตร์ชาตินิยม' จะหมดไป


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปช่วยอบรมน้อง ๆ จากโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่สวนรถไฟ หลังจากได้รับการชวนจากเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (ประเทศไทย) ในหัวข้อสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน โดยมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ทางผู้จัดได้คิดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างมุมมองทางสิทธิมนุษยชนให้กับน้อง ๆ

โดยผมได้ประจำฐานอยู่ที่ฐานเรือมนุษย์ ซึ่งเป็นเกมส์ที่องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนจนถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อย่างใช้อย่างบ่อยครั้ง ในการอบรมประชาชนทั่ว ๆ ไป ซึ่งเกมส์นี้จะอธิบายสถานการณ์อย่างหนึ่งว่า ขณะที่เรือลำหนึ่งกำลังนำผู้โดยสารจำนวนแปดคน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลากหลายอาชีพ หลายอายุ สถานภาพที่ไม่เหมือนกันลงเรือ (เช่น เด็ก คนชรา ผู้ป่วยโรคเอดส์ ฝรั่ง คนงาน นักการเมือง) และเรือลำนี้กำลังจม เราจะตัดสินให้ใครลงแพ เพื่อให้รอดชีวิต (ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะมีคำอธิบายว่า สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันทุกคนรักชีวิตเหมือนกันและมีสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันโดยที่ไม่มีใครสามารถเอาสิ่งนี้จากเราไปได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน)

ผมกับพี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคิดอะไรสนุก ๆ ขึ้นมา เลยตัดสินใจรวม "ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่หลบนี้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย" เข้าไปด้วย เพื่อทำให้สถานการณ์มีความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อถามน้อง ๆ หน้าตาบ้องแบ้วคนหนึ่งว่า "ควรจะให้ใครอยู่บนเรือ" ผมได้คำตอบคล้าย ๆ กันจากน้อง ๆ หลาย ๆ คนว่าให้ "พม่าอยู่บนเรือ เพราะหลบนี้เข้าเมืองผิดกฎหมายบ้าง" หรือ "เพราะพม่ามาบุกตีกรุงศรีอยุธยา" แต่ "ฝรั่ง" ไม่เคยมาบุกประเทศไทย

ก่อนที่ผมจะอธิบายให้น้อง ๆ ฟังไป

"ว่าสถานการณ์ในประเทศพม่า ส่งผลให้ประชาชนชาวพม่าจำนวนหลายล้านคนต้องหนีภัยสงครามเข้ามาในเมืองไทยและว่ามันเป็นสิทธิของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่จะอยากมีชีวิตและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่ต้องให้ความช่วยเหลือคนพวกนี้ในฐานะที่ไทยเป็นภาคีต่อกติกาต่าง ๆ กับสหประชาชาติ"

ผมก็ถามน้อง ๆ พวกนี้กลับไปว่า "ทำไมถึงคิดเช่นนั้น" น้อง ๆ ก็ตอบกลับมาทันควัน โดยไม่ต้องถามว่า "พวกพม่าบุกกรุงศรีอยุธยา เผากรุงศรีอยุธยา และฆ่าคนไปเยอะ เหมือนในหนังพระนเรศวร"



ครับ...

กี่รุ่นถึงกี่รุ่น นักเรียน เยาวชนไทยก็มีอคติต่อประชาชนพม่า ผ่านการศึกษา "ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย" ที่ได้รับการผลิตซ้ำ ผลิตซากอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหลัง ๆ นี้มีภาพยนตร์ชาตินิยมไม่ว่าจะเป็นบางระจัน ศรีสุริโยไท จนถึง พระนเรศวรมหาราชที่กำลังทำเงินถล่มถลายตอนนี้ ก็เป็นเครื่องยึดถือได้ว่า มุมมองของคนไทยต่อประชาชนพม่าก็จะยังมีอคติ ความเกลียดชังอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะที่ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นักโบราณคดี ก็ต้องยอมรับในประวัติศาสตร์ที่ว่ากันว่า พม่าได้บุกมาเผากรุงศรีอยุธยา

แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ควรมีอคติมากเกินไปโดยเฉพาะกับประชาชนพม่าและผูกติดกับเรื่องนั้นมากเกินไป

และไม่ควรมองประวัติศาสตร์ด้านเดียว...


...เพราะในขณะเดียวกันกองทัพสยามก็ถูกเปรียบเทียบโดยประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็น "จักรวรรดินิยมเล็ก ๆ" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากหลาย ๆ กรณีผ่านการนำทหารไปบุกเผากรุงเวียงจันทร์ เผาวัดทั่วนครเวียงจันทร์ และเกณท์แรงงานและเชลยศึกลาวมาขุดคลองแสนแสบ การนำทหารไปเผานครเสียบเรียบของกัมพูชา เข้าตีเมืองปัตตานีดารุซารัม ซึ่ง "อาชญากรรม" เหล่านี้ก็มีความเป็นใกล้เคียงกับสถานการณ์ยุคใกล้มากกว่า เพราะเกิดขึ้นในสมัยการสร้างชาติ "ไทย" ในสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์

ในทศวรรษที่ 1970 ประเทศไทยและ "ทหารกล้าของพระนเรศวร" ก็มีส่วนสำคัญจนถึงการส่งทหารไปรบกับกองทัพของประชาชนชาวเวียดนามและ ใน "สงครามลับ" (secret war) กับกองทัพประเทศลาวในลาว และเป็นยอมใช้ฐานทัพไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นฐานทัพในกับกองทัพสหรัฐฯ ในการเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทิ้งระเบิดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เวียดนามเหนือและใต้ (ซึ่งเวียดนามถูกทิ้งระเบิดรวมแล้วสี่เท่ามากกว่าระเบิดที่ถูกทิ้งทั่วโลกในสงครามโลกครั้งที่สอง) และเร็ว ๆ นี้ คือ ส่งทหารไปรับใช้รัฐบาลสหรัฐในสงครามในอิรัก

---

การศึกษาประวัติศาสตร์ควรมองจากหลายด้าน เพราะประวัติศาสตร์ในหลาย ๆ ครั้ง ได้รับการใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสชาตินิยมคับแคบ

ความศักดิ์สิทธิื์์์ืของพระนเรศวรก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันจากประวัติศาสตร์หลาย ๆ ด้าน รวมถึงข้อบันทึกของนักศาสนาที่เข้ามาเผยแพร่ศา่สนาในช่วงนั้น หรือ ประวัติศาสตร์ของพม่าที่ให้ข้อสังเกตว่า พระมหาอุปราชาไม่ได้เสียชีวิตจากพระปฎักและ พระนเรศวรมหาราชใช้ปืนยิงพระมหาอุปราชจนสวรรณคตหรือถูกปืินจากทหารฝั่งกรุงศรีอยุธยายิง โดยแตกต่างจากข้อสังเกตของประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยที่เชิดชูว่าพระนเรศวรได้ัสังหารพระมหาอุปราชาอย่างกล้าหาญ (ดูปาจารยสาร ฉบับ มีนาคม-มิถุนายน 2544)

ผมเคยคิดครั้งหนึ่งว่าสักวันหนึ่งประวัติศาสตร์ไทยจะถูกสอนอย่างรอบด้าน ไม่ต้องท่องจำ มีประวัติศาสตร์ที่ได้รับการมองจากหลายๆ มุม เหมือนหนังสือชื่อ "ประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวสหรัฐ" (The People"s History of the United States) ที่เขียนโดย Howard Zinn นักประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่ได้เขียนหนังสือ ที่นำมุมมองการมองประัวัิติศาสตร์จากชนชั้นล่าง คนชายขอบในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคนผิวดำ อินเดียนแดง นักสังคมนิยม จนถึงแรงงานชาวแม็กซิกันมามองประวัติศาสตร์ ต่างจากประัวัติศาสตร์รัฐที่มองจากบนลงล่าง

เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว...ความฝันผมก็ยังอยู่ยาวไกลมาก

........................

อ้างอิง

1. "A People"s History of the United States" by Howard Zinn

เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในปัจจุบัน และได้รับการโจมตีต่อเนื่องจากนักประวัติศาสตร์ นักการเมืองอนุรักษ์นิยม หนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1492 - 2002 รวมถึง การก่ออาชญากรรมของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับชาวพื้นเมืองอินเดียนแดง จนถึง การถูกริดรอนสิทธิของประชาชนผิวดำอย่างต่อเนื่อง หนังสือได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลหนังสือแห่งชาติปี 1980 (National Book Award)

2. ปาจารยสาร (ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 มีนาคม-มิถุนายน 2544)

ตีพิมพ์ในประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์, 2 กันยายน 2007,
http://www.prachatai.com/journal/2007/02/11542

Sunday, August 23, 2009

Human Rights in Asean: a Struggle Going Nowhere?

The 42nd Asean Ministerial Meeting (AMM) that has just concluded in Phuket, Thailand, might bring up the question of whether Asean (the Association of Southeast Asian Nations) is able to transform itself into an organization capable of effectively addressing the human rights issues in the region. Asean’s image as a “governments’ club” continues to be questioned amidst claims by its top officials that it wants to be more “people-oriented.”

After long months of continued engagement with the High Level Panel on the establishment of the Asean human rights body (HLP) by an Asean-based civil society network of more than 60 human rights organizations across the region, many civil society actors and Asean observers are faced with the question of whether engagement on the thorny issue of human rights within Asean is actually bearing fruit or is simply destined to be a barren struggle.

When the HLP—a 12-member panel tasked by Asean’s foreign ministers to come up with the terms of reference (TOR) on the Asean human rights body—released its first statement in July 2008 in Singapore, it said it was “important to engage with Asean civil society in [its] work.” Asean civic groups were consequently hopeful that the regional body would finally accept the principle of participatory democracy and good governance after all these years of pressuring and lobbying.

From July 2008 to July 2009, the civic groups submitted documents from dozens of national and regional conferences demanding that Asean install the mandates for the human rights mechanism in order to facilitate fact-finding investigations, receive complaints from human rights victims and organizations, and conduct reviews on the human rights situation in the member countries. These demands were also put forward in the meetings with the HLP in the regional interface between the HLP and civil society groups in Manila in September 2008, and then in Kuala Lumpur in March 2009.

The final TOR of the Asean Inter-governmental Commission on Human Rights (AICOHR), adopted by the Asean foreign ministers on 20th July in Phuket, does not, however, honor such recommendations from the key stakeholder. While the Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva, who is currently Asean chairman, recently rebutted the criticisms on the AICOHR by saying that the body serves twin purposes of promoting and protecting human rights, it should be noted that the mandate in the final TOR that was made public by the Asean Secretariat was mainly on the promotional side. It advocated raising human rights awareness and providing services concerning human rights to Asean’s sectoral bodies. There was no such article mentioning any form of redress or action by AICOHR if a member state conducted human rights violations.

“We are disappointed to see that the final version of the TOR is less than the minimum credibility of protection mandate,” said Rafendi Djamin, the convener of the SAPA Task Force on Asean, at a press conference. “For any regional human rights commission to function effectively, it at least must have a minimum protection mandate such as conducting country visits to areas of human rights violations,” he added.

While Asean officials may praise themselves for taking such a progressive leap on this initiative, we must also take note that Asean falls far behind Europe, Africa and the Americas with regard to the creation of a similar mechanism. The other regions have not only set up commissions capable of conducting investigations into human rights violations for decades, they have also implemented human rights courts, namely the European Court of Human Rights (set up in 1959), the Inter-American Court of Human Rights (1979), and the African Court for Human and Peoples’ Rights (2004).

The discussion for creating an Asean Court for Human Rights in the future, something civil society groups long for, is a taboo subject among Asean’s policymakers.

To Watshlah Naidu, a women’s rights advocate with the International Women’s Rights Action Watch, Asean needs a reality check. “Asean is a region that is packed with series of human rights violations ranging from extrajudicial executions and women’s rights being violated through labor exploitation, trafficking and sexual exploitation,” said Naidu.

Most importantly, Asean continues to be unable to resolve the worsening human rights crisis in Burma, an Asean member since 1997 that has created a refugee crisis in Southeast Asia. With the existing weak TOR, how can Asean seek to improve the plight of the ethnic nationalities that are continually oppressed by the Burmese military regime and the continuing detention of more than 2,000 political prisoners including the never-ending detention of Aung San Suu Kyi. Asean must act to ensure that human rights can be effectively protected. Asean governments must not be naïve in thinking that once the AICOHR is initiated, international criticism of the region’s human rights standards will be targeted toward the commission. Asean governments must be prepared to be tested nationally and internationally on whether they can adapt and be responsive to challenges beyond traditional security issues. Most importantly, Asean and AICOHR should be ready to answer to their peoples and the international community.

The writer is an analyst on Southeast Asian affairs. He is taking his postgraduate studies at the Department of Political Science, University College London under the Joint Japan/World Bank Graduate Scholarship Programme.

Published in The Irrawaddy, 22 July 2009, http://www.irrawaddymedia.com/print_article.php?art_id=16380